The Search for Happiness and the Root of Suffering

 

สวัสดีนักเรียนชั้น .5 ทุกคน! 👋 วันนี้เราจะมาสำรวจแนวคิดที่น่าทึ่งจาก TEDx Talk ของ Jeff Lieberman เรื่อง "Science and spirituality: Jeff Lieberman at TEDxCambridge 2011" ที่จะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อตัวเองและโลกไปตลอดกาล 🤯 เตรียมพร้อมเปิดใจให้กว้าง แล้วไปดูกันว่า คุณอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดว่าคุณเป็น! 😉


🌟 คุณคืออะไรกันแน่? การเดินทางสู่ความตื่นรู้จากภายใน 🌟

Key Points (ประเด็นสำคัญ):

  • ความทุกข์ที่เราเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความใจร้อน ความอิจฉา หรือความกังวล ล้วนมีต้นตอมาจาก "ความคิดบังคับ" และภาพลวงตาของการแยกจากกัน
  • ในระดับที่ลึกที่สุด เราทุกคนคือ "พลังงานบริสุทธิ์" (pure energy) ซึ่งกำเนิดมาจาก Big Bang เมื่อ 13.7 พันล้านปีก่อน
  • จิตใจของเรามีพลังพิเศษในการสร้าง "ความเป็นจริงทางเลือก" (alternate realities) เพื่อวางแผนอนาคต แต่ความสามารถนี้ก็ทำให้เราเปรียบเทียบและเกิดความทุกข์ได้
  • การที่เราไม่รู้สึกถึงความเป็น "พลังงาน" ของตัวเอง เป็นเพราะเรามัวแต่ถูกรบกวนด้วย "ประสบการณ์ในระดับมนุษย์" (human levels of our experience)
  • การเข้าใจว่า "ฉันคือ" (I am) คือแก่นแท้ของการดำรงอยู่ของเรา และการตระหนักว่าเราคือ "พลังงาน" สามารถช่วยยุติความทุกข์ทรมานของมนุษย์ได้
  • เมื่อเรายอมรับว่าเราคือพลังงาน และร่างกายกับจิตใจเป็นเพียง "การแสดงออกชั่วคราว" (temporary manifestation) เราจะมองว่าชีวิตเป็นเหมือนการเล่นสนุก และอยากช่วยเหลือผู้อื่น
  • วิทยาศาสตร์สามารถศึกษา "เทคโนโลยีโบราณ" (ancient technologies) เช่น การทำสมาธิและการอธิษฐาน เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในสมอง ที่จะนำไปสู่การยุติความทุกข์ของมนุษย์ในอนาคตได้

1.0 บทนำ: การค้นหาความสุขและต้นตอของความทุกข์ (Introduction: The Search for Happiness and the Root of Suffering)

  • 1.1 จุดเปลี่ยนในชีวิต (Turning Point in Life) ผู้บรรยาย Jeff Lieberman เล่าว่าเมื่อสามปีก่อน เขาประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่คิดไว้ แต่ก็ยังมีความรู้สึกว่าต้องทำอะไรให้มากกว่านี้ถึงจะมีความสุข เมื่อเขามองลึกลงไปใน "ความทุกข์ของตัวเอง" (own suffering) เขาก็เห็นสิ่งนี้ในทุกๆ คนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการหงุดหงิดเวลาต้องยืนรอคิว หรือความใจร้อนกับลูกๆ ราวกับว่าทุกคนคิดว่าอนาคตจะนำมาซึ่งความสุขที่สมบูรณ์
  • 1.2 มุมมองใหม่จากวิทยาศาสตร์ (New Perspective from Science) ด้วยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 🔬 Lieberman จึงต้องการใช้ความรู้นั้นเพื่อทำความเข้าใจ "รากเหง้าของความทุกข์" (real root and source of suffering) การค้นพบของเขาได้เปลี่ยนแปลงมุมมองต่อ "กระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์" (current scientific paradigm) และที่สำคัญกว่านั้น คือเปลี่ยนมุมมองต่อความหมายของการเป็นมนุษย์และการมีชีวิตอยู่โดยสิ้นเชิง เขาชวนให้เราเปิดใจให้กว้าง เพราะสิ่งที่เราคิดว่าเป็นตัวเรานั้น อาจไม่ใช่ความจริงเลยก็เป็นได้

2.0 คุณคืออะไรกันแน่? พลังงานและจักรวาล (What Are You, Really? Energy and the Universe)

  • 2.1 ร่างกายในระดับเซลล์และอะตอม (The Body at Cellular and Atomic Levels) เมื่อมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ 🔬 เราจะเห็นว่าร่างกายของเราประกอบด้วยเซลล์ 50 ล้านล้านเซลล์ และแต่ละเซลล์ก็ประกอบด้วยอะตอม 20 ล้านล้านอะตอม นั่นหมายความว่า เราคือชุมชนของอะตอมนับพันล้านล้าน 🤯
  • 2.2 เราคือพลังงาน (We Are Energy) แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เมื่อมองอะตอมอย่างใกล้ชิด พวกมันจะ "เลือนหายไป" และสิ่งที่เราเห็นคือ "พลังงาน" (energy) ทั้งหมด ย้อนกลับไป 13.7 พันล้านปีก่อน ในช่วง Big Bang ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลล้วนเป็น "พลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่มีความแตกต่าง" (one infinitesimal, undifferentiated, pure energy) ดังนั้น เราทุกคนจึงเป็นพลังงาน และมนุษย์ก็คือ "รูปแบบของพลังงานที่ซับซ้อนมาก" (a very complex pattern of energy) ถึงแม้เราจะยืนอยู่นิ่งๆ แต่ในระดับที่ใกล้ที่สุด เรากำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง และมีอายุเท่ากับจักรวาลเลยทีเดียว

3.0 กลไกความคิดและการสร้างความทุกข์ (The Mechanism of Thought and the Creation of Suffering)

  • 3.1 ความสามารถในการสร้าง "ความจริงเสมือน" (The Ability to Create "Alternate Realities") หนึ่งในเหตุผลที่เราไม่รู้สึกถึงความเป็นพลังงาน คือเรามักถูก "รบกวน" (distracted) ด้วยประสบการณ์ในระดับมนุษย์ ลองใช้เวลา 5 วินาที คิดถึงสิ่งที่คุณจะทำในวันพรุ่งนี้ 🗓️ สิ่งที่คุณเพิ่งทำไปนี้ เป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตอื่นในจักรวาลไม่สามารถทำได้ นั่นคือ "การสร้างความจริงทางเลือกในหัวของคุณ" (built an alternate reality inside your head) และ "การทำนายอนาคต" (prediction about the future) ความสามารถในการวางแผนนี้เป็น "ก้าวสำคัญในการวิวัฒนาการ" (most significant, evolutionary step forward) ของมนุษย์
  • 3.2 ความคิดที่เป็น "สิ่งเสพติด" (Thought as a "Compulsion") จิตใจของเราเป็นเหมือน "เครื่องจักรผลิตความคิด" (thought-generating machine) ที่ทำนายอนาคตอย่างต่อเนื่องเพื่อชี้นำพฤติกรรม ลองหยุดคิด 10 วินาทีดูสิ! 🤔 ยากมากใช่ไหม? นั่นแสดงว่าเครื่องมือวิวัฒนาการนี้มีประโยชน์มากจนกลายเป็น "การกระทำที่ควบคุมไม่ได้" (completely compulsive) และผลข้างเคียงของมันคือ เราไม่สามารถควบคุมมันได้เลย
  • 3.3 ความทุกข์ที่มนุษย์เท่านั้นรู้สึกได้ (Suffering Unique to Humans) เมื่อเราควบคุมความคิดไม่ได้ และสร้างความเป็นไปได้ต่างๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เรามักจะ "เปรียบเทียบ" (compare) สิ่งเหล่านั้นกับสถานะที่เราเป็นอยู่ สิ่งนี้ทำให้เกิด "ความทุกข์รูปแบบใหม่" (entirely new class of human suffering) เช่น ความอิจฉา (jealousy) ความเสียใจ (regret) เกี่ยวกับอดีต หรือความกังวล (anxiety) เกี่ยวกับอนาคต ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นไม่สามารถรู้สึกได้

4.0 การสำรวจภายใน: มองเห็นความจริง (Inner Exploration: Seeing Reality)

  • 4.1 การรับรู้ทางสายตา (Visual Perception) Lieberman แนะนำให้เราลองมองเข้าไปใน "ภาพยนตร์ในจิตสำนึก" (movie inside our consciousness) ของตัวเอง ตามหลักฟิสิกส์ แสงเป็นเพียงการสั่นสะเทือนของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า และไม่มีสีในตัวมันเอง แต่เมื่อคลื่นแสงเข้าสู่ตาและสมองของเรา เราจะ "สร้าง" ประสบการณ์ทางอารมณ์ของสีขึ้นมา นั่นหมายความว่า เสื้อสีแดงที่คุณเห็นนั้น "มีอยู่จริงแค่ในหัวของคุณ" (only exists in your head) ทั้งภาพที่เราเห็นนั้นกำลังเกิดขึ้น "ภายในจิตสำนึกของเรา" (inside our consciousness)
  • 4.2 เสียงในหัวและการสังเกต (The Voice in Your Head and Observation) ลองอ่านประโยค "I can hear the voice in my head reading this sentence" ในใจสองครั้ง แปลกใช่ไหม? 🤯 คุณกำลัง "ฟังเสียงความคิด" (listening to the soundtrack of thoughts) ของตัวเองในภาพยนตร์ของจิตสำนึก การฝึกสังเกตความคิด อารมณ์ การรับรู้ และแม้กระทั่งการรับรู้พื้นที่และเวลาของสมองอย่างเป็นกลาง จะช่วยให้เรามองเห็นตัวเราเองที่กำลัง "สังเกต" สิ่งเหล่านี้
  • 4.3 การค้นพบ "ฉันคือ" (Discovering "I Am") เมื่อเราสามารถดึงความสนใจออกจากความคิด การรับรู้ ร่างกาย และความรู้สึกต่างๆ ได้ทั้งหมด จะไม่มีอะไรเหลือให้เรารับรู้หรือพิจารณาว่าเป็นตัวเราอีกต่อไป เพราะเราเห็นแล้วว่าสิ่งเหล่านั้น "ไม่ใช่เรา" แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คือ "ความรู้สึกของการมีอยู่" (feeling of existence) ที่เรียกว่า "ฉันคือ" (I am) สภาวะ "ฉันคือ" นี้ อยู่เหนือการรับรู้ (beyond perception) แต่ยังคงถูก "ประสบการณ์" (experienced) และเป็น "รากฐานของการดำรงอยู่ทั้งหมดของเรา" (root of our entire existence) มันเป็น "ประสบการณ์ที่ว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์" (completely empty experience) ไม่มีเนื้อหา รูปแบบ หรือแม้แต่แบบจำลองของพื้นที่และเวลา

5.0 การตระหนักรู้: การสิ้นสุดความทุกข์ (Realization: The End of Suffering)

  • 5.1 คุณคือ "พลังงาน" (You Are "Energy") เมื่อเราสัมผัสประสบการณ์ "ฉันคือ" นี้โดยตรง จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการตระหนักรู้ว่า: "บางทีฉันอาจไม่ใช่มนุษย์ที่มีจิตสำนึก แต่ฉันคือจิตสำนึกที่ถูกหล่อหลอมให้เป็นมนุษย์" (Maybe I'm not a human being that has consciousness. Maybe I'm consciousness that is shaped into a human being.) สภาวะที่ว่างเปล่า ไม่มีเนื้อหา รูปแบบ หรือโครงสร้างนี้ คล้ายคลึงกับสภาวะของจักรวาลเมื่อ 13.7 พันล้านปีก่อน ซึ่งเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่มีความแตกต่าง ดังนั้น อาจเป็นไปได้ที่เราจะตระหนักรู้โดยตรงว่า "ฉันคือพลังงานนั้น ฉันเป็นพลังงานนั้นมาโดยตลอด และฉันจะเป็นพลังงานนั้นตลอดไป" (I am that energy, I always have been that energy, and I always will be that energy.) 💡
  • 5.2 คลื่นกับมหาสมุทร: ภาพลวงตาของการแยกจากกัน (Wave and Ocean: The Illusion of Separation) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่าความคิดของมนุษย์ได้รับผลกระทบจาก "ภาพลวงตาทางแสงของจิตสำนึก" (optical illusion of consciousness) ซึ่งคือภาพลวงตาที่คิดว่ามี "บุคคลที่แยกต่างหาก" (separate person) อยู่ในสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีเพียง "พลังงานที่กำลังเคลื่อนที่" (energy in motion) อยู่ทุกหนแห่ง เปรียบได้กับมหาสมุทรที่เป็นน้ำที่กำลังเคลื่อนที่ เราเรียกส่วนหนึ่งของมหาสมุทรว่า "คลื่น" แต่สิ่งนี้ทำให้เรามี "ภาพลวงตาว่าคลื่นเป็นสิ่งแยกต่างหาก" (illusion that the wave is a separate entity) แต่คลื่นไม่ได้อยู่ในมหาสมุทร คลื่นคือมหาสมุทร 🌊 ในทำนองเดียวกัน เราอาจไม่ใช่แค่คลื่น แต่เราคือมหาสมุทร และเราทุกคนคือพลังงาน
  • 5.3 การยุติความทุกข์ (The End of Suffering) ประสบการณ์นี้เป็นสิ่งที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด แต่สามารถสัมผัสได้โดยตรง ผู้คนพยายามตั้งชื่อให้มันมานับพันปี และเรียกมันว่า "การรู้แจ้งทางจิตวิญญาณ" (spiritual enlightenment) และเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน มนุษย์กลุ่มแรกๆ ก็เริ่มตระหนักว่าพวกเขาคือพลังงานโดยพื้นฐาน และพวกเขาทุกคนพูดสิ่งเดียวกันว่า สิ่งนี้คือ "การสิ้นสุดความทุกข์ทรมานของมนุษย์อย่างสมบูรณ์" (complete ending of human suffering) แน่นอนว่ามันคือการยุติความทุกข์! เพราะความทุกข์ทั้งหมดตั้งอยู่บน "การแยกจากกันที่เป็นภาพลวงตา" (illusory separation) ที่คิดว่ามี "ปัจเจกบุคคล" (individual) ในสิ่งแวดล้อม ที่ต้องเอาตัวรอด แต่เมื่อเราตระหนักรู้โดยตรงว่า เราคือพลังงาน และร่างกายกับจิตใจเป็นเพียง "การแสดงออกชั่วคราว" ของพลังงานนั้น เราก็จะสามารถ "ยอมรับความตาย" ของร่างกายและจิตใจได้อย่างเต็มที่ เพราะสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับ "ฉัน" ผู้ซึ่งเป็นพลังงานเสมอมา และจะเป็นตลอดไป
  • 5.4 ชีวิตคือกำลังเล่น (Life as Play) เมื่อเสียงในหัวที่บอกว่าเราต้องทำบางสิ่งเพื่อความสุขนั้น สูญเสียอำนาจทั้งหมดไป ชีวิตก็จะกลายเป็น "เกม" (game) เพื่อความสนุก เพื่อการ "เล่น" (play) เราทุกคนเคยสัมผัสประสบการณ์นี้เมื่อตอนเด็กๆ ที่เราสร้างปราสาททรายบนชายหาด 🏖️ โลกทั้งใบก็จางหายไป เพราะเราสร้างมันขึ้นมาเพื่อสร้าง ไม่ได้พยายามไปให้ถึงที่ไหน และไม่รู้จักการวางแผน ช่วงเวลาเดียวที่สำคัญสำหรับเราคือ "ตอนนี้" (right now)

6.0 วิทยาศาสตร์แห่งการรู้แจ้ง (The Science of Enlightenment)

  • 6.1 การเปลี่ยนแปลงของสมอง (Brain Changes) Lieberman เชื่อว่าประสบการณ์นี้สำคัญมาก จนทุกศาสนาพยายามโน้มน้าวให้เราเห็นถึงความสำคัญของมัน หากการยุติความทุกข์ทางจิตใจของมนุษย์เป็นไปได้จริง นี่คือ "สิ่งที่วิทยาศาสตร์ควรศึกษามากที่สุด" (most important thing science could be studying) เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาพระสงฆ์และแม่ชีที่ทำสมาธิหรือสวดมนต์มานับพันชั่วโมง พวกเขาเห็น "การเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง" (remarkable shifts) บนภาพสแกนสมอง การเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทนับล้านล้านเซลล์ได้เปลี่ยนการจัดเรียงใหม่ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่วัดได้นี้ พวกเขายังอธิบายถึงความรู้สึก "ความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่แตกต่างกันและไม่มีที่สิ้นสุด" (feeling of undifferentiated, infinite oneness) ซึ่ง Lieberman เชื่อว่านั่นคือการสัมผัสประสบการณ์การเป็นพลังงานโดยตรง
  • 6.2 วิศวกรรมการรู้แจ้ง (Enlightenment Engineering) เขาเสนอแนวคิด "วิทยาศาสตร์แห่งการรู้แจ้ง" (enlightenment science) และ "วิศวกรรมการรู้แจ้ง" (enlightenment engineering) ที่จะศึกษาเทคโนโลยีโบราณเหล่านี้ เช่น การสวดมนต์และการทำสมาธิ เป็น "ชุดข้อมูล" (data sets) เพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสมองของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เข้าใจว่าพวกเขาคือพลังงานโดยตรง เรายังไม่รู้ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะสามารถเปลี่ยนแปลงความสามารถในการทำความเข้าใจสิ่งนี้ได้มากแค่ไหน บางที ในชั่วชีวิตของเรา เราอาจสามารถ "กำจัดความทุกข์ทรมานของมนุษย์ให้หมดสิ้นไป" (eradicate human suffering) ได้จริง! 😮
  • 6.3 ผลกระทบต่อโลก (Impact on the World) โลกจะเป็นอย่างไร ถ้าเราทุกคนรู้สึก "สมบูรณ์" (complete) "เป็นหนึ่งเดียว" (whole) และ "เชื่อมโยงกัน" (interconnected)? เมื่อคุณ "ปล่อยวางการเอาตัวรอดของปัจเจกบุคคล" (let go of individual survival) ลำดับความสำคัญทั้งหมดของคุณจะเปลี่ยนไป เพราะคุณจะมองเห็น "โลกทั้งใบเป็นร่างกายของคุณ" (entire world as your body) คุณจะเห็น "ความทุกข์ของผู้อื่นเป็นความทุกข์ของคุณเอง" (suffering of others as your own suffering) และคุณจะต้องการช่วยเหลือ บางที สิ่งเดียวที่ขัดขวางไม่ให้เราแก้ปัญหาอื่นๆ ทั้งหมดในโลกนี้ ก็คือ "ความคิดที่ผิดพลาดและคงอยู่" (persistent flawed thought) ที่ว่า เรา "แยกจาก" โลก (separate from the world) และบางที ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนความคิดของเรา 🌟

📝 Vocabulary Table (ตารางคำศัพท์)

English Term

Thai Translation

Notes/Explanation

Source(s)

Suffering

ความทุกข์

Experiencing pain, distress, or emotional hardship. ความเจ็บปวด, ความทุกข์ใจ, หรือความลำบากทางอารมณ์.

Paradigm

กระบวนทัศน์

A typical example or pattern of something; a model or framework. ตัวอย่าง, รูปแบบ, หรือกรอบความคิด.

Infinitesimal

เล็กน้อยมาก/อนันต์

Extremely small; immeasurably minute. เล็กมากจนวัดค่าไม่ได้ หรือเล็กจนแทบไม่มีอยู่จริง.

Undifferentiated

ไม่มีความแตกต่าง

Not having distinct parts or forms; homogeneous. ไม่ถูกแบ่งแยกหรือมีส่วนที่แตกต่างกัน.

Compulsive

บังคับ/ควบคุมไม่ได้

Resulting from or relating to an irresistible urge; difficult to stop. เกิดจากความอยากที่ควบคุมไม่ได้.

Evolutionarily advantageous

ได้เปรียบทางการวิวัฒนาการ

Providing a benefit in terms of survival, adaptation, or reproduction over time. เป็นประโยชน์ต่อการดำรงอยู่และสืบพันธุ์ในระยะยาวตามหลักวิวัฒนาการ.

Illusion

ภาพลวงตา

A deceptive appearance or impression; a false idea or belief. สิ่งที่หลอกให้เราเข้าใจผิดหรือความเชื่อที่ไม่จริง.

Latent

แฝงเร้น/ซ่อนอยู่

Existing but not yet developed or manifest; hidden or concealed. มีอยู่แต่ยังไม่แสดงออกมาหรือซ่อนอยู่.

Enlightenment

การรู้แจ้ง/การตื่นรู้

The state of having a complete understanding of something, especially spiritual insight. สภาวะของการเข้าใจอย่างถ่องแท้, โดยเฉพาะในทางจิตวิญญาณ.

Eradicate

กำจัดให้สิ้นซาก

To destroy completely; to put an end to something. ทำลายให้หมดสิ้นไป, ยุติบางสิ่ง.

Note: The vocabulary list above contains key terms from the provided transcript, along with their Thai translations and brief explanations to aid understanding for bilingual students. The source citations refer to the paragraphs where these terms or concepts are primarily discussed.


📚 Bibliography (บรรณานุกรม)

TEDx Talks. (2011, March 14). Science and spirituality: Jeff Lieberman at TEDxCambridge 2011. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=kYv9_c-8WkM (The content in this study note is based on excerpts from the transcript of this YouTube video.)


หวังว่า Study Note นี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้นักเรียน .5 ทุกคนเข้าใจแนวคิดที่ลึกซึ้งนี้ได้ดียิ่งขึ้นนะคะ! 😊 จำไว้ว่า โลกใบนี้อาจเป็นมากกว่าสิ่งที่คุณเห็น และคุณเองก็อาจเป็นมากกว่าสิ่งที่คุณคิด!

 

Comments

Popular posts from this blog

Science Time Machine: Awesome Discoveries! 🚀 (เครื่องย้อนเวลาวิทยาศาสตร์: การค้นพบสุดเจ๋ง!)

What is Matter All Around Us? สสารคืออะไร? 🤔

Health Education Quiz: The Nervous & Endocrine Systems